รวมบทสรุปของบล็อกนี้ตั้งแต่เปิดจนถึงตอนนี้

วันนี้ขอสรุปการประเมินบล็อกเล่าเรื่องบรรณารักษ์ในเดือนกันยายนนะครับ
เพราะว่าพรุ่งนี้ผมเริ่มทำงานที่ใหม่อาจจะไม่มีเวลามาสรุปความเคลื่อนไหว
เอาเป็นว่าตั้งแต่เปิดบล็อกในวันที่ 9 สิงหาคม จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550

เข้าเดือนที่สองของบล็อกนี้
นับว่าผลตอบรับเข้ามาดีเกินกว่าที่ผมจะคาดไว้เสียอีก
เพราะว่าในเดือนสิงหาคมมีคนเข้าบล็อกนี้ 1,979 คน
แต่ในเดือนกันยายนมีคนเข้าถึง 5,572  คน
ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น 2.81 เท่าเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องที่เขียนเมื่อเดือนสิงหาคมมีจำนวน 40 เรื่อง
และเรื่องที่เขียนในเดือนกันยายนนี้อีก 45 เรื่อง
ตอนนี้มีทั้งหมดรวมกัน 85 เรื่องแล้วนะครับ

รวมจำนวนความคิดเห็นทั้งหมด 360 ความคิดเห็น

นอกจากนี้มีเพื่อนๆ ทั้งสายบรรณารักษ์และไม่ใช่แอดเอ็มมาคุยกับผม ทั้งหมด 40 คนครับ

นับว่าผมตอบรับตามข้อมูลข้างตนทำให้ผมดีใจนะครับ
และมีกำลังกายและกำลังใจที่จะเขียนเรื่องบรรณารักษ์ต่อไป
ยังไงก็อย่าลืมเข้ามาอ่านเรื่อยๆ กันนะครับ

LeftHit.com

ความรู้สึกดีๆ ในห้องสมุดแห่งนี้

วันนี้ขอเอาเรื่องราวดีๆ ของห้องสมุดที่ผมทำงานมาเล่าให้ฟังแล้วกัน
เพราะว่าวันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของผมสำหรับห้องสมุดแห่งนี้แล้ว
ที่พามาเป็นเวลาปีครึ่งที่ผ่านมา
ประสบการณ์จากที่นี่ได้หล่อหลอมให้ผมกลายเป็นบรรณารักษ์เต็มตัว
เพราะว่าต้องจับงานทุกอย่างที่เป็นบรรณารักษ์
แนวความคิดจากหลายๆ คนทำให้ความคิดผมโตขึ้นอีกหนึ่งขั้น

ครั้งแรกที่ได้ทำงานที่นี่ตอนแรกก็นึกว่างานบรรณารักษ์มันก็งานง่ายๆ
แต่พอมาทำจริงๆ ปรากฎว่าเจอกับห้องสมุดที่ต้องเริ่มต้นใหม่หลยๆ อย่าง
เช่น

- ต้องวางแผนผังใหม่ในการจัดห้องสมุด
- ต้องจัดผังองค์กรด้วย
- การสั่งหนังสือล็อตแรกของห้องสมุด
- วัสดุครุภัณฑ์ที่ยังไม่มีอะไรเลย
- คอมพิวเตอร์ที่ทำงานก็แสนเก่าแล้วต้องยืมคนอื่นใช้
- ระบบห้องสมุดที่ทำอะไรไม่ได้มาก
- เว็บของห้องสมุดก็ยังไม่มี
- ต้องนั่งเขียนโครงการใหม่ๆ มากมาย
- และอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้กล่าว

จริงๆ แล้วผมก็เคยทำงานบรรณารักษ์มาหลายที่แล้วหล่ะ
แต่ไม่เคยที่จะต้องเริ่มต้นใหม่เหมือนที่นี่
ทำให้การที่เข้ามาทำงานที่นี่
ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงการจัดตั้งห้องสมุดสักแห่งว่ามันยากลำบากแค่ไหน
ปัญหาเกิดขึ้นมากมายแต่เราทุกคนที่นี่ก็ร่วมกันฟันฝ่าไปได้
จนมาถึงบัดนี้ ทุกอย่างค่อนข้างโอเคขึ้นแล้ว ปัญหาบางเรื่องได้รับการแก้ไขอย่างดี
ตอนนี้ผมคงจะออกอย่างสบายใจขึ้นบ้าง
เพราะอย่างน้อยผมก็เป็นคนนึงที่ช่วยเปลี่ยนแปลงที่นี่

ถามว่าทำงานทุกที่ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
เอาเป็นว่าหลังจากวันนี้ไป พอผมเดินออกจากห้องสมุด
ผมคงจะเลือกเรื่องราวที่ดีๆ ออกมา
ส่วนเรื่องที่ไม่ดีผมก็จะปล่อยมันทิ้งไป

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณ
พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่ทำงานร่วมกันมา
พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่คอยช่วยเหลือกัน
พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่คอยสอนงานผม
พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่ร่วมกันทำห้องสมุดที่นี่ให้ดีขึ้น

และที่สำคัญต้องขอบคุณห้องสมุดนี้ที่สร้างผมให้เป็นบรรณารักษ์เต็มตัว

LeftHit.com

Happy my birthday

Happy birthday to me
Happy birthday to me
Happy birthday Happy birthday
Happy birthday to me

ขอร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ตัวเองก่อนนะ
อย่างน้อยถ้าไม่มีใครอวยพรก็ อวยพรตัวเองนี่แหละ

ขอให้มีแต่เรื่องดี
ขอให้โชคดีมากๆ นะ
ขอให้ประสบความสำเร็จกับเรื่องงาน
ขอให้ประสบความสำเร็จกับเรื่องเรียน
ขอให้ความรักยังราบรื่นเหมือนปีที่ผ่านมา
ขอให้สุขภาพแข็งแรง
ขอให้คิดอะไรก็ขอให้สมหวังนะ
ขอให้ครอบครัวมีความสุข
ขอให้บล็อกนี้มีคนอ่านเยอะๆ
ขอให้บรรณารักษ์จงเจริญ
…จะต่างๆ ที่จะขอเพิ่มเติมภายหลัง อิอิ

ปีที่ถึงถึงนี้ก็จะเข้าเบญจเพสเต็มๆ แล้วสินะ
มีคนบอกให้ไปทำบุญเยอะๆ ก็ขอบคุณสำหรับคำแนะนำล่วงหน้าเลยนะ
ยังไงผมก็จะพยายาม คิดดี พูดดี และทำดีนะ
เพื่อว่าสิ่งดีๆ จะได้กลับมาแล้วกัน
ไม่ว่าปีหน้าจะดี จะร้ายยังไงก็จะต้องรับกับสภาพให้ได้นะครับ

สุดท้ายนี้เป่าเทียน กินเค้กเผื่อให้แล้วนะครับ

LeftHit.com

ข้านิยม ค่านิยม และฆ่านิยม

เห็นหัวข้อก็ไม่ต้องตกใจหรอกนะครับ
บังเอิญมันขึ้นมาอยู่ในหัวเอง
เลยกะจะเขียนเรื่องนี้สักหน่อย
จริงๆ จะเขียนเรื่อง ทำไมเด็กช่างกลชอบตีกันมันเป็นค่านิยมหรือ
แต่เอาเหอะมันก็เรื่องค่านิยมอยู่ดี อิอิ

หลังจากที่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพื่อนคงอ่านข่าว
เรื่องการรับน้องโหดของโรงเรียนช่างกลแห่งหนึ่งนะครับ
ที่ผมได้ฟังจากการสัมภาษณ์มันเป็นการรับน้องที่รุ่นน้องนั่งสายรถเมล์เดียวกัน
ที่รับโหดเพราะว่า ตอนที่คู่อรืมาตีมันโหดกว่านี้อีก
ผมนั่งอ่าน ดู ฟัง ก็ยิ่งงงว่าตกลง พ่อแม่ส่งให้ไปเรียนหรือไปเป็นนักรบกันแน่

ส่วนอีกเรื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้วหน้าที่ทำงานผมก็มีเด็กช่างกลตีกันเหมือนกัน
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากหรอกนะครับ
จนวันนี้ที่นั่งรถเมล์มาทำงานนี่แหละ
รถเมล์คันนี้ที่ผมนั่งเป็นรถที่เกิดเหตุการณ์นี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
สภาพกระจกที่ร้าวก็ยังคงร้าวอยู่เหมือนเดิม
กระเป๋ารถเมล์คุยกับเพื่อนผู้โดยสารอีกคนเกี่ยวกับเรื่องนี้
โดยเล่าว่าเด็กช่างกล จากโรงเรียน ป. จำนวน 3 คนอยู่บนรถเมล์
พอรถเมล์คันนี้ขับผ่านโรงเรียนช่างกลอีกแห่ง ชื่อ ส.
ก็มีเด็กโรงเรียนช่างกล ส. จำนวนหนึ่งซึ่งถือว่าประมาณ 30 คน
ขึ้นมาตีและนอกจากนี้ยังมีการเขวี่ยงของขึ้นรถเมล์ทำให้กระจกแตกด้วย

ผลในวันนั้นทางรถเมล์ก็ได้ยื่นหนังสือเพื่อให้โรงเรียนทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
โดยคิดเป็นเงินแล้วจำนวน 5,000 บาท และแบ่งความรับผิดชอบดังนี้
โรงเรียนช่างกล ป. ชดใช้ 2,500 บาทและโรงเรียนช่างกล ส. ชดใช้ 2,500 บาทเท่ากัน
พอถึงกำหนดโรงเรียนช่างกล ป. ก็จ่ายค่าชดใช้ด้วยความรับผิดชอบที่ดีทั้งๆ ที่ไม่ได้ก่อเรื่อง
ส่วนโรงเรียนช่างกล ส. กลับมีการต่อรองขอชดใช้แค่ 1,000 บาท
และให้เหตุผลว่ามันเป็นเรื่องทางสังคมไม่เกี่ยวกับโรงเรียน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รถเมล์สายนั้นเกิดคำถามมากมายว่า
ทำไมต้องอ้างนู้นอ้างนี่เพราะในเมื่อโรงเรียนช่างกล ส. เป็นต้นเหตุแท้ๆ

หลังจากวันนั้นกระเป๋ารถเมล์ได้เจอกับกลุ่มนักเรียนกลุ่มนี้อีกครั้ง
จึงได้ทวงถามค่าชดใช้ ปรากฎว่าเด็กกลุ่มนั้นกลับบอกว่าจ่ายให้กับอาจารย์ที่โรงเรียนไปแล้ว
ตกลงมันเกิดอะไรต่อ ผมคงไม่ต้องอธิบายนะครับ

เรื่องค่านิยมของการตีกันในหมู่เด็กช่างกลมันมีมานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ผมไม่เห็นว่ามันจะแก้ปัญหาได้สักที ทุกวันนี้มีเหยื่อที่โดนลูกหลงหลายคนแล้ว
ทำไมพวกคุณๆ ที่เป็นนักเรียนไม่คิดกันบ้าง
ตีกันเพราะอะไร มีใครบอกเหตุผลผมได้บ้าง

ตีกันเพราะว่าไม่ใช่โรงเรียนเดียวกัน
ตีกันเพราะว่ามันหาเรื่องผมก่อน มันตีผมก่อน
ตีกันเพราะว่ารุ่นพี่บอก

ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม มันฟังไม่ขึ้นเลยคุณว่าม่ะ
พ่อแม่ส่งให้มาเรียนกลับมารบ
พวกนี้มันน่าจะส่งไปภาคใต้ซะให้หมดนัก ดัดสันดานชั่วๆ สักหน่อย

ดังนั้นไม่ว่าจะ
เพราะว่าข้านิยม - นิยมที่จะตีกัน
เพราะว่ามันเป็นค่านิยม - ทำตามๆ กัน เลียนแบบกัน
เราเลยต้องฆ่านิยม - กำจัดมันออกไปจากสังคมของเราให้ได้
นี่แหละคือที่มาของ ข้านิยม ค่านิยม และฆ่านิยม

LeftHit.com

“จะเรียนปริญญาโทดีมั้ย” คำถามที่น่าคิด

มีเพื่อนผมหลายคนมาถามบ่อยๆ ว่า
“เรียนโทเป็นไงบ้างยากมั้ย”
“อยากเรียนโทนะแต่เรียนอะไรดี”
“แล้วจะเรียนดีมั้ยอ่ะปริญญาโท”

คำถามนี้ไม่ใช่เกิดกับเพื่อนๆ ของผมอย่างเดียว
ตอนก่อนที่ผมจะลงเรียนปริญญาโท
ผมเองก็เคยถามคำถามพวกนี้กับคนอื่นเหมือนกัน

แล้วคำตอบที่ได้กลับมาก็เหมือนกันเกือบทุกคนว่า
“เรียนอะไรก็ได้ที่คิดว่าชอบ”
“คิดดีแล้วหรอที่จะเรียนปริญญาโท”
“เรียนปริญญาโทเพื่ออะไร”

เรียนอะไรผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับความชอบจริงๆ นะ
ส่วนคำถามที่ถามย้อนกลับมาสิว่า “เรียนปริญญาโทเพื่ออะไร”

บางคนคงจะบอกว่า
“เรียนเพราะว่าสังคมเดี๋ยวนี้ จบปริญญาตรีมันไม่พอ”
“เรียนเพราะว่าที่บ้านบอกให้เรียน”
“เรียนเพราะตั้งใจว่าจะเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง”
“เรียนเพราะว่าคนอื่นเขาก็เรียน”
“เรียนเพราะว่าแฟนชวนให้เรียนด้วย”

เอาเป็นว่าหลากหลายเหตุผลในการที่จะเรียนต่ออ่ะครับ
แต่คิดสักนิดนะครับว่า ไม่ว่าคุณจะเรียนปริญญาอะไรก็ตาม
ขอให้เลือกตามที่ใจรักนะครับ เรียนอะไรก็ได้ตามใจเรา

บางคนบอกว่าเรียนเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ผมก็เห็นด้วยนะครับ
แต่ว่าอย่างบางอาชีพเขาไม่ได้วัดกันที่ปริญญาก็มีนะครับ
ผมขอถามคุณเล่นๆ ดีกว่า (ลองคิดตามนะครับ)

สมมุติว่ามีคนสองคนมาสมัครงาน
คนนึงจบปริญญาเอกด้านการออกแบบ มาจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ แต่ยังไม่เคยทำงานมาก่อนเลย
อีกคนหนึ่งจบปริญญาตรีสาขาที่ไม่เกี่ยวกับการออกแบบด้วยซ้ำ แต่มีประสบการณ์ในการออกแบบมาเกือบ 20 ปี
คุณคิดยังไงกับคนสองคนนี้ แล้วถ้าคุณจะรับคนเข้าทำงานคุณจะเลือกใครครับ

อย่างที่เคยพูนะครับว่าปริญญาบางทีในสังคมก็ใช้ในการวัดความรู้
แต่ผมว่าประสบการณ์ก็มีส่วนในการวัดความรู้ได้เหมือนกัน

แต่ในประเทศไทยเราส่วนใหญ่ก็ยังยึดกับใบปริญญาอยู่ดี
ยังไงซะถ้ามีโอกาสเรียนก็เรียนเถอะครับ คิดว่าตามกระแสไปแล้วกัน

LeftHit.com

วันนี้ OPEN ความคิดครับ

เปิดมาเดือนกว่าๆ แล้วเขียนเองทุกวัน เลยเริ่มรู้สึกว่า
“เราเขียนตามใจเรามากเกินไปหรือปล่าว”
วันนี้เลยอยากให้เพื่อนๆ มีส่วนร่วมบ้าง

เพื่อนๆ อยากอ่านอะไรกันหล่ะ
หรือเพื่อนๆ อยากเขียนอะไรกันหล่ะ

วันนี้ผมเปิดโอกาสให้เขียนได้เลยนะ
ที่ช่องแสดงความคิดเห็น
เอาแบบเต็มที่เลย
อยากระบายอะไรก็ระบายได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ
อยากอ่านอะไรก็เสนอมาเต็มที่

แล้วผมจะเข้ามาในฐานะผู้อ่านบ้าง
เพราะเขียนทุกวันจนมึนหมดแล้ว
หวังว่าคงจะมีคนมาเขียนให้ผมอ่านบ้างนะ
วันนี้ผมงดเขียนนึงวัน แต่จะมา comment แทน อิอิ

ปล. เขียนเรื่องอะไรก็ได้ ไม่เกี่ยวกับห้องสมุดก็ไม่ว่าครับ
เขียนกันให้เต็มที่เลยนะครับ
แล้วผมจะมาคอยเม้นต์บ้าง อิอิ

LeftHit.com

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12 ห้ามพลาด

รายละเอียดของงาน
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12
จัดวันที่ 17 - 28 ตุลาคม 2550
ตั้งแต่เวลา 10.00 - 21.00 น.
สถานที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันนี้ขอประชาสัมพันธ์งานนี้แล้วกัน
เพราะเห็นว่าเกี่ยวกับห้องสมุดได้ครับ
โดยส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงคืองานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ (งานจัดหานั่นแหละ)
บรรณารักษ์สามารถคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดได้
ผู้ใช้ก็สามารถคัอเลือกหนังสือได้ด้วย
ทรัพยากรสารสนเทศบางอย่างราคาถูกมาก
และการสมัครสมาชิกวารสารก็จะได้ราคาพิเศษ
จริงแล้วๆ งานในลักษณะแบบนี้มีจัดปีละ 3 ครั้ง
ครั้งแรกจะจัดในเดือนมีนาคมจะใช้ชื่องานว่า งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติและงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ครั้งที่สองจะจัดในเดือนกรกฎาคมจะใช้ชื่องานว่า เทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน
ครั้งที่สามคืองานนี้จัดในเดือนตุลาคมจะใช้ชื่องานว่างานมหกรรมหนังสือระดับชาติ

บางห้องสมุดตั้งงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือตามงานในลักษณะนี้
คือจัดหาในเดือนมีนาคมและเดือนตุลาคม คือ ปีละ 2 ครั้ง
แล้วจะใช้งานนี้ในการเลือกหนังสือซึ่งจะทำให้ได้หนังสือราคาถูกและได้ของแถมจำนวนมาก

ในความคิดของผม
ผมก็เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าวเหมือนกันนะครับ
แต่การที่บรรณารักษ์มาเลือกหนังสือในงานมันจะสะดวกจริงหรือ
เนื่องจากมีคนที่มาชมงานนี้จำนวนมากเช่นกัน

นอกเสียจากว่าบางที่ถ้าติดต่อได้ในงานอย่างเดียวเราก็ต้องเลือกแบบนั้นก่อน
ส่วนร้านไหนที่สามารถติดต่อได้ในภายหลังและราคาก็ไม่ต่างกัน ผมว่าเอาไว้ทีหลังก็ดีนะครับ
เพราะไม่เช่นนั้นผมว่าบรรณารักษ์คงต้องเดินงานนี้ทุกวันแน่ๆ เพราะกว่าจะขนหนังสือหมด คงเป็นลมไปหลายยก

แต่อย่างไรก็ดีก็ขอเชิญชวนทุกคนนะครับสำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติิิิครั้งนี้
ที่บอกล่วงหน้านานขนาดนี้เพราะว่าเผื่อหลายๆ คนจะได้เครียร์งานในช่วงนั้นให้หมดจะได้ไปกันได้ทุกคน

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูที่
http://www.thailandbookfair.com/bookexpo2007/index.php

LeftHit.com

จุดประสงค์ของการเข้าห้องสมุดแบบฉบับขำขำ

ผู้ใช้แต่ละคนที่เข้าห้องสมุดมีวัตถุประสงค์การใช้ห้องสมุดแตกต่างกัน
โดยในวันนี้ผมจะสรุปให้อ่านเล่นๆ กันนะครับ

1. หนอนหนังสือ - ชอบอ่านหนังสือเลยเข้าห้องสมุด
เข้ามาเพื่อจุดประสงค์อ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน…

2. มาเรียนคร้าบ - มีทั้งกรณีที่วิชาเรียนมีเรียนที่ห้องสมุด (พวกเอกบรรณฯ)
และอาจารย์ขอใช้ห้องสมุดเป็นคาบในการค้นหาข้อมูลหรือกิจกรรมต่างๆ

3. มาหาเนื้อหาทำรายงาน - จริงๆ เหตุผลนี้น่าจะเอาไปรวมกะข้อสองนะ
เพียงแต่อาจารย์ไม่ได้บังคับให้หาในห้องสมุดนะ หาเนื้อหาที่ไหนก็ได้แต่นักศึกษาเลือกห้องสมุด ก็ดีเหมือนกันนะ

4. มาเล่นคอมคร้าบ - พวกนี้ไม่ได้อยากอ่านเนื้อหาที่เป็นกระดาษครับ
ในห้องสมุดมีบริการอินเทอร์เน็ตก็เลยมาเล่นซะ ให้พอใจกันไปเลย

5. มาติวหนังสือในห้องสมุดดีกว่า - พวกนี้ก็ชอบเข้าห้องสมุดเพื่อติวหนังสือ นับว่าขยันกันมากๆ
เหตุผลก็เพราะว่าห้องสมุดมีห้องประชุมกลุ่มแล้วพวกนี้แหละก็จะขอใช้บริการประจำเลย
และในห้องประชุมนี้เอง ภายในมีโต๊ะใหญ่ แล้วก็กระดานสำหรับเขียน ทำให้เหมือนห้องเรียนแบบย่อมๆ เลย
เอกบรรณฯ เราก็ชอบห้องนี้แหละ เพราะมันส่วนตัวกว่าห้องเรียนที่ตึกเรียนรวมคร้าบบบบ

6. จุดรอคอยการเรียนวิชาต่อไป - กลุ่มนี้คือนักศึกษาที่เรียนแบบไม่ต่อเนื่องกัน พอมีเวลาว่างนาน
ก็ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยมานั่งเล่นที่ห้องสมุด มาดูข่าว หนังสือพิมพ์ ฆ่าเวลา เพราะว่าห้องสมุดอยู่ใกล้กับตึกเรียน
และที่สำคัญคือ เย็นสบายครับ

7. มาหลับ - กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงจากจุดประสงค์ต่างๆ ครับ เช่น ตั้งใจมาอ่านหนังสือ อ่านไปอ่านมาง่วงซะงั้นก็เลยหลับ
หรือนั่งติวหนังสือกันอยู่แอบหลับไปซะงั้น เพราะด้วยบรรยากาศที่เย็นสบาย เป็นใครก็ต้องเคลิ้มไปซะงั้น
อิอิ

จุดประสงค์ต่างๆ ที่เขียนมา เขียนให้อ่านขำๆ นะครับ
อย่าคิดมาก ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมายหรอกนะครับ
เพราะว่าอย่างน้อยคุณก็ยังเข้าห้องสมุดกัน
ยังไงซะ
บรรณารักษ์อย่างเราก็จะดูแลคุณอยู่แล้วหล่ะครับ

LeftHit.com

เรื่องเล่าเรื่องลำเอียง…

คำว่า ลำเอียง ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ได้ให้คำจำกัดความว่า

“ลำเอียง ก. เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่วางตัวเป็นกลาง, ไม่เที่ยงธรรม.”

และความลำเอียงเกิดขึ้นได้โดยไม่เลือกสถานที่ และเวลาด้วย
เช่น
เกิดที่บ้าน - พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน - ลำเอียง
เกิดที่โรงเรียน - อาจารย์นิยมให้นักศึกษาหญิงได้เกรดดีกว่า - ลำเอียง
เกิดที่ทำงาน - ใครเลียขาเจ้านายเก่งกว่า เจ้านายก็รัก - ลำเอียง
เกิดที่ไหนไม่รู้ - ให้เงินเยอะกว่าบริการก่อน - ลำเอียง

เห็นมั้ยครับทุกที่เลยมีแต่ความลำเอียง
อย่างที่เคยกล่าวเรื่องห้องสมุดเพื่อผู้ใช้ หรือ ห้องสมุดเพื่อบรรณารักษ
จากความต้องการสบายของบรรณารักษ์ก็ก่อให้เกิดความลำเอียงในการให้บริการได้
เช่น เพื่อนที่สนิทกันในองค์กรยืมหนังสือแล้วคืนเกินกำหนด หากบรรณารักษ์สนิทด้วยก็จะโอเครู้กัน
แต่หากเป็นคนที่ไม่ถูกชะตาคืนเกินละก็ อิอิ คงไม่ต้องบอกนะครับ ทวงเช้า ทวงเย็นเลยก็มี

เอาเป็นว่าจะแก้กันยังไงดี
อันนี้ผมไม่มีแนวทางในการปฏิบัติให้นะครับ
เพราะว่าเรื่องของความลำเอียงนั้นมันเกิดขึ้นจากภายในตัวบุคคล ()
เราไม่สามารถกำหนดอะไรได้
เช่น กฎหมายเรื่องการรับสินบนมันก็มีแต่ก็ยังมีการละเลยอยู่ดี บอกแล้วมันขึ้นอยู่กับใจคน อันนี้ช่วยไม่ได้

หากแต่เราต้องเริ่มจากตัวเราก่อนคือ
ไม่ลำเอียงกับคนอื่นแล้วคนอื่นจะลำเอียงกับเราได้หรือ
อีกอย่างให้เอาใจเขามาใส่ใจเราดูว่าเป็นไง

เอาหล่ะที่สุดแล้ว ผมว่ามันก็แก้ยากหล่ะครับ
สำหรับคนที่ถูกใครลำเอียงอยู่ก็ทนๆ ไปแล้วกัน อย่าไปสนใจอะไรให้มากเลยครับ หนักใจเปล่าๆ
ยิ่งคนที่เป็นลูกน้องอันนี้ยิ่งต้องทนเลยครับ เพราะคุณทำอะไรเจ้าหน้าไม่ได้หรอก
เพราะเขามีอำนาจมากกว่าเรา เว้นแต่เรามีที่ไปเมื่อไหร่เจ้านายก็เจ้านายเหอะ อิอิอิ….

LeftHit.com

รวมพล เอกบรรณฯ มอ. รหัส 44 (ที่ทำงานในกรุงเทพฯ)

เมื่อวานนี้มีการรวมตัว พบปะ พูดคุย และกินข้าวกัน
สำหรับเด็กเอกบรรณฯ รหัส 44 ม.สงขลานครินทร์ ที่ทำงานในกรุงเทพ
เอาง่ายๆ รุ่นของผมเองจ้า

กำหนดการของ meeting เมื่อวาน
16.00 - รวมพลกันที่ทางเชื่อมสยามเซ็นเตอร์และสยามพารากอน ลานน้ำพุ
5 คน คือ วาย จูน สาว หลิว หนูนา
16.30 - นั่งพูดคุยกันที่ Food corner-Siam Center
17.30 - เข้าร้าน Sizzler
18.00 - ปุ๋มเดินทางมาสมทบ
19.00 - ธีเดินทางมาคนสุดท้าย ครบแล้ว
20.40 - อิ่มกันหมด ออกจากร้านแล้วมาถ่ายรูปเล่นกันต่อที่ลานน้ำพุ
21.30 - แยกย้ายเดินทางกันกลับบ้าน

เมื่อวานได้เจอเพื่อนๆ บางคนก็ไม่ได้เจอซะนานเลย
ดูเปลียนไป หลายคนเลยนะ (เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจ้า)
การพูดคุยในคราวนี้มีการปรึกษาเรื่องที่จะนัดเจอในคราวหน้าว่าเอาไงดี
ผลสรุปในตอนแรก อยากไปที่ใบไม้ร่าเริงกัน เพราะว่ามีคาราโอเกะ และอาหารที่อร่อย
ตัวเลือกนี้น่าสนใจครับเชียร์ด้วย
พอรู้ข่าวว่าธีเตรียมจะเปิดร้าน แฮะๆ รู้แล้วว่าคราวหน้าเจอกันที่ไหนดี
อิอิ คงต้องรบกวนธีซะแล้ว ว่าแต่ลดกี่เปอร์เซ็นต์ก็บอกกันบ้างนะ

ไม่รู้จะเขียนไรแล้วไปดูรูปกันดีกว่า

รูปแรกเป็นรูปที่ถ่ายรวมที่ร้าน Sizzler จ้า

รูปที่สองสาวๆ บรรณถ่ายรูป

รูปที่สามถ่ายรวมที่ลานน้ำพุ

สำหรับรูปที่เหลือไปดูที่สเปซกันนะครับ
แล้วคราวหน้านัดรวมพลอีกจะไรท์ซีดีไปฝากจ้า

LeftHit.com

« หน้าที่แล้ว