จบบรรณารักษ์แต่ไม่กล้าทำงานบรรณารักษ์ ???

บทความนี้เขียนเพื่อเตือนสติเพื่อนคนนึงที่เรียนมาด้วยกัน
เรียนจบเอกบรรณารักษ์แท้ๆ แต่พอได้งานบรรณารักษ์ กลับไม่มั่นใจที่จะทำงาน
ทั้งๆ ที่ก็สอบบรรจุได้แท้ๆ แล้วทำไมถึงไม่กล้าทำงานหล่ะ

เอาเป็นว่าสาเหตุที่เขาตอบมาคือ
“จบมาแล้วไม่ได้ใช้ตั้งสามปีแล้วความรู้จะมีพอทำงานมั้ยเนี้ย”
และอีกสาเหตุคือ “เขาให้คุมห้องสมุดคนเดียว ประมาณว่าทำทุกอย่างเลยนะ”
หรืออาจจะเป็นเพราะ “คนที่เลือกเราเขาตั้งความหวังไว้สูงอ่ะ”
ต่างๆ นานาเหตุผล และคำพูดนะครับ

เอาเป็นว่าที่ยกเรื่องนี้มาอยากจะเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ คนอื่นได้ฟังไว้ ว่า
คุณเคยคิดหรือปล่าวว่าเวลาเรียนจบคุณจะทำอาชีพอะไร
ตรงกับที่เราเรียนหรือปล่าว หรือว่าตรงกับที่ชอบหรือปล่าว

ยกตัวอย่างจากเพื่อนคนเดิมที่พอจบออกมาก็เป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์คอมของโรงเรียนแห่งหนึ่ง
ถามว่าอันนี้จบตรงสายงานมั้ย ก็อาจจะมีส่วนคร่าวๆ หน่อยไม่เป็นไร
แล้วพอทำได้สักระยะออกมาเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานในโชว์รูมรถยี่ห้อหนึ่ง
อันนี้ไม่ตรงสายแน่นอน เพราะตอนเรียนคงไม่มีวิชาอะไรที่เกี่ยวแน่ๆ

เอาเป็นว่าตัวอย่างที่ผมยกมานี้เพื่อที่จะบอกว่า
ทำไมถึงไม่มั่นใจว่าจะทำงานบรรณารักษ์หล่ะในเมื่อก็เรียนมาตั้งสี่ปี
หากเทียบกับงานที่เก่าเรียนก็ไม่ได้เรียนยังทำได้ แล้วทำไมงานบรรณารักษ์ถึงจะทำไม่ได้หล่ะ

ความรู้ผมเชื่อว่าเพื่อนผมคนนี้น่าจะยังเหลือไว้บ้าง
แต่ที่ขาด คือ “ความมั่นใจ” เพียงอย่างเดียว

เอาเป็นว่าที่ยกมานี่ไม่ได้อยากจะประจารอะไร หรือ ว่าอะไรหรอกนะ
เพียงแค่อยากเตือนสติว่า ถ้าคนเราทำอะไรด้วย “ความตั้งใจ” หรือ “มั่นใจแล้ว” งานทุกอย่างก็จะสำเร็จเอง

ไงก็สู้ๆ นะเพื่อน

10 thoughts on “จบบรรณารักษ์แต่ไม่กล้าทำงานบรรณารักษ์ ???

  1. เข้าใจค่ะที่คุณเสียดายที่เพื่อนคุณไม่อยากทำงานเป็นบรรณารักษ์ ความจริงเเล้วเรื่องอาชีพ การทำงานเป็นเรื่องเหตุผลส่วนตัว จะทำงานอะไรเราต้องรักอาชีพที่เราทำอยู่ เมื่อเรารักงาน เราก็มีเหตุผลตื่นไปทำงานได้ทุกวันอย่างมีความสุข นอกจากนั้นเรายังสามารถ เรียนรู้สิ่งต่างๆจากงานที่ทำอยู่ด้วย ถ้าเพื่อนคุณรักงานที่เขาทำ ก็นับว่าเป็นสิ่งดี เพราะเขาก็จะมีทักษะเเละความรู้ในงานของเขา ความจริงเเล้วการทำงานในโชว์รูม เพื่อนคุณคงมีโอกาสใช้ความรู้พื้นฐานจากวิชาบรรณาร้กษ์ศาสตร์ด้วย อย่างการหาข้อมูล การสัมภาษณ์ลูกค้าเพื่อหาคำตอบ ฯลฯ ไม่เเน่นะ บางทีสักวันเขาอาจจะนำความ
    รู้ทางบรรณารักษฺ์ศาสตร์ผสมผสานกับเว็บ 2.0 มาใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการค้าขาย ให้บริษัทก็ได้

    ที่จริงเเล้วในปัจจุบันนื้อาชีพบรรณารักษ์ก็เปลี่ยนไปด้วย บางคนเลือกเป็นผู้เเทนขาย Intergrated Library System (ILS) บางคนเป็นนักเขียน บางคนเป็นนักวิจัย มีนักหนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาที่ให้ข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้มีรายชื่อผู้มีอาชีพวิจารณ์ภาพยนตร์ น้อยลง เเละคาดว่าอาจจะไม่มีคนทำงานด้านนี้ในอนาคต เนื่องจากว่ามีคนลงมือวิจารณ์ ์ภาพยนตร์เอง เเละผู้คนสามารถจะหาข้อมูล ได้เองอย่างรวดเร็วไม่จำเป็นต้องรออ่านจาก หนังสือพิมพ์อีก เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อาชีพบรรณารักษ์จะเปลียนไปมากน้อยเเค่ไหน
    หรือจะมีอยู่อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเอะอะอะไรเราก็กู้เกิ้ลกัน เเม้เเต่บรรณารักษ์เองก็ยังชอบ ใช้กูเกิ้ล

  2. คุณ projectlib ลอง bkkeepr ดูรึยังครับ ? ใช้ twitter ช่วยอ่านหนังสือ

    น่าสนใจว่าจะประยุกต์ twitter, im, sms กับงานห้องสมุดอย่างไรบ้าง
    เช่น บริการสอบถามหนังสือ ต่ออายุ ผ่านบริการพวกนั้นได้ไหม (โยงเบอร์มือถือเข้ากับข้อมูลสมาชิก)

    @mylib search [isbn]
    ตอบกลับเป็น เลขชั้นหนังสือ ถูกยืมไปหรือยัง หรือแจ้งว่าไม่มี ถ้าไม่มี

    @mylib renew [isbn]
    ต่ออายุหนังสือเล่มนั้นให้เรา (ถ้าเราไม่ได้ยืมอยู่ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น – หรือถ้าหมดโควตาแล้ว ก็แจ้งกลับ)

    อะไรทำนองนี้ครับ

  3. อันนี้มานขึ้นอยู่กะ ความชอบระหว่างส่วนบุคคลด้วยมั้ง ว่าจะเลือกปรากอบอาชีพรัยง่ะ อาชีพไหนก้อมำไปเถอะ ขอให้ทำให้เต็มที่ก้อพอเนอะ เหอะๆๆๆ

  4. ถ้าจบบรรณารักษ์แล้วไม่กล้าทำงาน ก็หมายความว่า คนที่ไม่กล้าคนนี้ เค้ากล้าที่จะทำงานที่ไม่ตรงกับบรรณารักษ์มากกว่าใช่ไหมค่ะ ถ้าแบบนี้ ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลแล้วล่ะค่ะ มีแต่คนที่เค้าจบมาแล้วอยากทำงานที่ตัวเองเรียนมา แต่บางคนที่เค้าทำงานที่ไม่ตรงสายที่จบมา อาจจะเป็นเพราะ 1. ไม่ชอบสิ่งที่เรียน จริงๆ 2. จำใจต้องเรียนเพราะคนอื่น เช่น พ่อแม่ต้องการให้เรียน 3. ไม่มีทางเลือก เพราะงานสมัยนี้หายาก มีอะไรก็ทำไปก่อน
    ส่วนตัวของผู้เขียนเอง ทีแรกก็ไม่ได้ทำงานด้านบรรณารักษ์เหมือนกัน ต่อมาสอบได้ และต้องมาทำงานบรรณารักษ์ ใจก็ยังหวั่นๆ เหมือนกันเพราะร้างลาไปเป็นปีกว่าแล้วว่าวิชาจะเข้ากรุ แต่พอมาทำจริงๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย แถมผู้เขียนเองยังทำงานอยู่ในห้องเพียงคนเดียว ดีเสียอีกไม่มีใครมายุ่งกับเรา มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้ก็คือ การจัดทำโครงการต่างๆ และการเบิกจ่าย ที่เราเองก็ไม่เคยทำ แต่อาศัยถามผู้รู้ที่เคยทำมากอ่น เท่านี้ อาชีพ บรรณารักษ์ ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อิอิ สู้ สู้ค่ะ

  5. ก็เห็นด้วยกับบทสรุปของวายนะคะ เพื่อนของวายอาจจะขาดความมั่นใจ แต่บีนคิดว่าอีกไม่นาน ความมั่นใจเค้าจะกลับคืนมาค่ะ

  6. ผมเองเป็นอีกคนหนึ่งทีเรียนจบ ปริญญาตรีทางบรรณารักษศาสตร์ และกำลังเรียนปริญญาโททางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาตร์ และยังทำงานในสาขาวิชาชีพนี้มาเกือบ 10 ปี ขอสนับสนุนเลยว่า สาขานี้เป็นสาขาเฉพาะที่ความสำคัญ ไม่แพ้สาขาอาชีพอื่นๆ ยิ่งถ้าคุณทำด้วยใจรักแล้ว ความสุขในชีวิตไม่ใช่อยู่ที่ตำแหน่งแต่ประการใด แต่อยุ่ที่ได้ทำในสิ่งที่รักต่างหาก

    ความเปลียนแปลงในสังคมสารสนเทศ สู่ยุคการเรียนรู้ ทำให้ความต้องการอาชีพนี้เปลียนแปลงไป สู่การปรับโครงสร้างและตำแหน่ง และสำคัญไม่น้อยไปกว่าสาขาอื่นและทำเงินได้ไม่น้อยเช่นกัน

    บัณฑิตทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ จริงมีไม่น้อยที่ออกมาปฏิบัติงานตามวิชาชีพที่จบมา

  7. เข้าใจว่าทำไมจบใหม่ๆถึงไม่กล้า
    ตอนแรกๆก็เป็นค่ะ ไม่กล้าทำคนเดียว
    ยังไม่มั้นใจว่าจะทำงานได้จริงๆเหรอ
    เลยเริ่มด้วยชวนเพื่อนไปทำด้วยกัน (พอดีรับ 2 คน)
    ตอนนี้เลยพอจะมั่นใจขึ้นมาบ้าง ถ้าเป็นห้องสมุดเล็กๆ ก็ไหวค่ะ
    แต่ตอนนี้มาทำในห้องสมุดใหญ่เลยตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้เลย

    เพิ่งจะจบมาได้ปีหนึ่งเหมือนกัน

  8. ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่จบทางสาขานี้มาเหมือนกัน และเริ่มงานแรกด้วยการเป็นบรรณารักษ์ที่ม.หอการค้าไทย แต่เมื่อทำไปนาน ๆ เข้าก็รู้สึกว่าเบื่อ และรู้สึกว่าอาชีพนี้ไร้เกียรติอย่างยิ่ง ผมจบสาขานี้ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และทำงานในสายอาชีพนี้ไม่ต่ำกว่า 4 ปี นะครับ ฉะนั้นกรุณาอ่าน และมี comment อะไรบ้างก็เชิญตามสบาย
    1. อาชีพนี้โดยตรงหางานยาก เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าเถียง
    2. ต่อรองเงินเดือนไม่ค่อยจะได้ (อันนี้สำคัญ)
    3. ความรู้สึกไม่เท่ห์เวลาคุณบอกแก่คนอื่นว่าคุณทำงานอะไร (เปรียบเทียบ ระหว่างเป็นบรรณารักษ์กับวิศวกรระบบ, โปรแกรมเมอร์, นักการตลาด, สถาปนิก กรุณาอย่าไปเปรียบกับอาชีพกวาดขยะหรืออะไรทำนองนั้นนะครับ บรรณารักษ์ดีกว่าอยู่แล้ว)
    4. ตามความรู้สึกผม (คนอื่นเป็นไงไม่ทราบ) ประเทศไทยไม่เห็นความสำคัญของบรรณารักษ์หรอกครับ ส่วนใหญ่คิดว่า “ก็แค่คนเฝ้าห้องสมุด” ตอนแรก ผมค้านเต็มที่ แต่พอเริ่มทำมานาน ๆ ผมก็เริ่มคล้อยตามและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่บรรณารักษ์ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรกันมากนัก ความรู้ก็เดิม ๆ สมัยเรียนกันมา จะเชี่ยวชาญอะไรก็ไม่มี (ไอ้ที่มีก็น้อยมาก ๆ จนนับเป็นตัวบุคคลได้)
    5. วงการบรรณารักษ์นี้คับแคบ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการกลัวจะเสียผลงานหรือตำแหน่งของตนเองไป และไม่ยอมให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้เกิด ทั้ง ๆ ที่เขาเก่งกว่าคุณเป็นร้อยเท่า อันนี้ขอ Confirm พวกรุ่นน้องที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในหน่วยงานใดก็ตาม ทั้งรัฐและเอกชน ขอให้เชื่อเถอะว่า ถ้าคุณทำงานในห้องสมุด คุณไม่มีทางได้เกิดหรอก เป็นเพียงเบื้องหลังให้คนอื่นเขาสำเร็จเรื่อยไป พวกเขาเพียงแต่ประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าคุณ การพูด พูดเก่ง และมีเพื่อนฝูงมิตรสหายมากกว่าคุณ ดูมีหลักมีฐานมากกว่าคุณ และพวกบรรณารักษ์มักชอบเล่นพรรคเล่นพวกกัน ทำให้วงกานี้ไม่เจริญเท่ามี่ควร
    6. บรรณารักษ์ในประเทศไทยสนใจอะไรที่ไร้สาระกันจนเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสายของตนเอง เรียกได้ว่า Conservative กันสุด ๆ ยกตัวอย่าง การทำรายการทรัพยากรสารสนเทศ (Cataloging) คุณจะไปสนใจหรือกำหนดอะไรกันนักหนาว่า Tag ไหนควรเป็นอย่างไร หรือ Tag ไหนถูกไม่ถูก ถ้าผิดมันจะทำให้คน Search ถึงกับดับดิ้นชีวาวาย หรือประเทศไทยล่มจมยังงั้นหรือ เพราะการประชุมส่วนใหญ่ จะเน้นกันจังเรื่องพรรณนี้ ในฐานะของคนค้นหาข้อมูลเขาไม่ทราบหรอกครับว่าถูกหรือผิด ไม่สนใจด้วยซ้ำ เขาแค่ต้องการอยากได้ข้อมูล แค่นั้นเอง ไม่เหมือนหมอ หรือวิศวกรนี่ครับ ที่ผิดไม่ได้ หมอวินิจฉัยผิดคนไข้อาจตาย วิศวกรคำนวณผิด ตึกอาจจะถล่มได้ แทนที่จะมานั่นคิดกันว่าทำอย่างไรให้ผู้ใช้สามารถ Search ได้เร็ว คำค้นที่เป็นภาษามนุษย์เขาใช้กัน เพราะว่าไอ้หัวเรื่องภาษาไทยที่ใช้ ๆ กันอยู่น่ะ ผู้ใช้เขาไม่รู้เรื่องกันหรอก

    [เดี๋ยวโพสต์ต่อภาค 2]

  9. [มาต่อภาค 2 กันครับ]

    จากข้อที่ 6 เลยครับผม คุณอาจเถียงว่า “ถ้าไม่มีมาตรฐานก็จะเป็นปัญหาเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตามมาตรฐาน Z39.50” หรืออะไรทำนองนั้น อันนี้เป็นคำที่ใช้เถียงยอดฮิตของใครหลาย ๆ คน แต่มีกี่สถาบันที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมว่าต่างประเทศจะเยอะมาก แต่ในไทยอ่ะไม่ค่อยจะมีหรอกครับ และขอบอกจริง ๆ เลยว่า ไม่ต้องมีมาตรฐาน Z39.50 ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อยู่แล้วด้วยเทคโนโลยี XML กะเว็บเซอร์วิส (ถ้าใช้ ASP.NET เขียนจะมันส์มาก) เอาเวลาไปพัฒนา User คุณกันดีกว่าครับ ที่จะมานั่งปวดหัวกะเรื่องพวกนี้ เช่น ตอบคำถามแบบเชิงเจาะลึกให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ไหน อันนี้เด็ก ๆ ก็ตอบได้ ไม่ต้องเรียนถึง 4 ปี 8 ปีหรอก

    7. ผมเคยมีประสบการณ์ไปช่วยตอบคำถามที่ส่วนบริการอยู่หลายครั้ง และต้องแนะนำหนังสือเกี่ยวกับเนื้อหา และเดาผู้ใช้ว่าเขาต้องการอะไรแน่ เช่น ผู้ใช้ถามว่า “มีหนังสือเกี่ยวกับ UML, ASP.NET และ OOP กะโครงสร้าง Structure ข้อมูล หรือไม่” ก็เลยวิเคราะห์คำถามแล้วถามกลับไปว่า น้องจะทำรายงานเรื่อง OOP Programming กับโครงสร้างใช่หรือไม่? เขาก็บอกว่าใช่อ่ะครับ เพราะอาจารย์ให้ทำ ผมก็เลยแนะนำหนังสือเขาไป อันนี้เป็นคุณสมบัติที่บรรณารักษ์ตอบคำถามต้องมี ไม่ได้บอกว่าผมเก่งหรือว่าอย่างไร แค่บังเอิญที่เขาถามเรื่องที่ผมสนใจ และรู้ก็เลยแนะนำหนังสือที่อ่านเข้าใจง่ายแก่เขาเท่านั้นเอง ผมขอฝากเรื่องนี้แก่พี่น้องชาวบรรณฯ ด้วยอ่ะครับ
    8. ถ้าคุณคิดจะเรียนต่อโท ผมก็แนะนำว่าควรเรียนอย่างยิ่งครับ ถ้ารักทางนี้ก็ไปเรียนโททางบรรณารักษ์ก็ได้ มีเปิดเยอะแยะ ผมจะไม่บอกว่าเรียนสบาย จบง่ายนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าเป็นป.โท วิชาจะเน้นไปทางด้าน present กะวิเคราะห์ จะไม่ค่อยได้ด้านเทคนิคแล้ว แต่ผมเคยบอกตั้งแต่ต้นว่า วิชานี้ไม่มีถูกไม่มีผิด (ยกเว้นวิชาด้านเทคนิค แต่ถึงผิด ผู้ใช้เขาก็ไม่ทราบกะคุณอยู่ดี ยกเว้นเรียนมา) ไม่เหมือนกะวิชาอื่น ๆ เช่น ถ้าคุณเขียนโปรแกรมผิดแม้แต่นิดเดียว Complier จะขึ้น Error Show ทันที และโปรแกรมนั้นก็ใช้ไม่ได้ หรือแพทย์ ถ้าคุณวินิจฉัยผิด คนไข้คุณอาจเสียชีวิตได้ อันนี้มีถูกผิดครับ ก็ลองคิด ๆ กันดูแล้วกัน

    บ่นเขียนกันมาก็มากแล้วครับ พอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ เพราะจริง ๆ แล้วผมยังมีเรื่องอีกเยอะที่อยากพูด แต่รอ Comment ดีกว่าครับ รับฟังนะครับ เชิญได้ที่ E-Mail ผมเลย eakkaro@hotmail.com ซึ่งปัจจุบันผมผันตัวเองไปเป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัวแล้ว ทำทุกอย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กะ Server และพวก Database พ่วงตำแหน่ง computer engineer อีกหนึ่งตำแหน่ง งานเยอะครับ กะลังคิด ๆ อยู่ว่าไม่น่าลาออกจากที่เดิมมาเลย ไม่ค่อยได้พัก นอนมันตีสองเกือบจะทุกคืน งานหนักมาก ๆ แต่เงินเดือนก็ตามงานครับ พอใช้ได้เหมือนกัน ก็เลยฉุกคิดได้ว่างานบรรณารักษ์ก็มีข้อดีเหมือนกันคือสบายหน่อย ไม่ค่อยต้องออกแรงสมองมาก เพราะคอมพิวเตอร์เนี่ยต้องศึกษาตลอดครับ พักไม่ได้

    สุดท้ายนี้ผมขอฝากให้ข้อคิดเห็นนี้เป็นแนวทางกระตุ้นบรรณารักษ์ทุกท่านนะครับ อย่าคิดว่าผมด่าว่าสายอาชีพ ที่ตนเองเรียนมาเลย ติเพื่อก่อครับ และที่ผมพูดน่ะเรื่องจริงทั้งนั้น ลองคิดดูนะครับ ผมอาจจะกลับไปทำงานด้านบรรณารักษ์อีกก็ได้ สบายตัวหน่อย เงินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร (ตอนอยู่ที่เดิมผมก็ไม่ค่อยทำงานด้านบรรณารักษ์หรอกครับ เขียนโปรแกรมก็ดูแลพวกคอมพิวเตอร์ และ server เป็นหลัก) โชคดีครับ อย่าลืม comment ด้วยนะครับ ยินดีรับฟังทุกท่าน

  10. ขอบคุณมากนะครับ คุณ @LIB

    ผมประทับใจมากๆ เลยที่มีคนมา comment ได้ยาวขนาดนี้
    ตัวผมเองก็ออกมาจากอาชีพนานแล้วแหละครับ

    เพียงแต่ความผูกพันในงานบรรณารักษ์ยังมีอยู่มาก ผมรักวิชานี้ตั้งแต่เด็ก

    ยอมรับเลยครับว่าเมืองไทย บรรณารักษ์อาจจะไม่ใช่อาชีพที่คนยกย่องเหมือนเมืองนอก

    ต่างประเทศอาชีพนี้ถูกให้ความสำคัญมากๆ ในระดับการศึกษา แต่เมืองไทยปัญหาหลักอยู่ที่การให้ความสำคัญครับ
    ทุกคนต่างมองว่า บรรณารักษ์ก็แค่คนเฝ้าหนังสือ

    เฮ้อ ผมในฐานะของคนที่ผูกพันกับวิชาชีพนี้ก็ไม่รู้จะทำไง นอกจากการเขียนบล็อกเพื่อกระตุ้นให้ทุกๆ คนใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้

    ยินดีจริงๆ ที่มีคนเสนอความคิดเห็นแบบนี้มา เพราะใจจริงอยากสามารถชุมชนที่เปลี่ยนความรู้กัน แต่ก็คงเป็นได้แค่ความฝันหล่ะมั้งครับ

    ยังไงผมก็ขอแอดดีเมล์ของคุณเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ
    อีเมล์ผม dcy_4430323@hotmail.com

    แต่บอกก่อนนะครับว่าผมไม่ออนเอ็มวันธรรมดานะครับ

    ขอบคุณจากใจ

    วาย – projectlib

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s